แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - admin

หน้า: [1] 2
1
นับถอยหลังกันอีกไม่กี่อึดใจเท่านั้น กับการเปิดตัวของรถซุปเปอร์ไบค์คันล่าสุดในวงการอย่าง All New Honda CBR1000RR ที่ครั้งนี้ถือว่ามาแบบไม่ธรรมดา เพราะเป็นความตั้งใจที่นอกจากจะเป็น CBR1000RR ที่จะแรงที่สุดตั้งแต่เคยมีมาแล้ว ยังเป็นการพัฒนามาเพื่อสู้กับบรรดาคู่แข่งทั้งหลายในท้องตลาดตอนนี้โดยเฉพาะด้วย!

โดยหนึ่งในไฮไลท์สำคัญที่สุดของตัวรถ All New Honda CBR1000RR ก็คือ การพัฒนาในเรื่องของเครื่องยนต์ ที่จะใช้ระบบวาล์วแปรผัน VTEC แบบใหม่ รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนกระเดื่องกดวาล์วแบบใหม่ ที่จะใช้แบบ Finger Follower ซึ่งคุณสมบัติสำคัญก็คือในเรื่องของน้ำหนักที่เบาลงกว่าแบบปกติถึงราวๆ 20% ด้วยกัน และการที่มันมีน้ำหนักเบาลงนั้น ก็จะเป็นการทำให้รอบเครื่องยนต์นั้นหมุนได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้นอย่างปลอดภัย เพิ่มรอบสูงสุดให้มากขึ้น รวมไปถึงข้อมูลล่าสุดในเรื่องของปีกวิงเล็ทด้านข้างสำหรับช่วยในการแหวกอากาศ ที่จะเป็นแบบแอคทีฟ สามารถพับเปิด-ปิดเองได้ตามความเหมาะสมในการขับขี่ในสภาพที่แตกต่างกัน

และเรื่องของกระบอกสูบที่ตามกระแสข่าวนั้น คาดว่ามันจะมีขนาดใหญ่มากถึง 81mm ด้วยกัน จากที่โมเดล CBR1000RR ในปัจจุบันนั้นมีขนาดของกระบอกสูบอยู่ที่เพียง 75mm ซึ่งการที่กระบอกสูบมีขนาดใหญ่ขึ้นนั้น จะทำให้ความเร็วรอบนั้นมาเร็วมากขึ้น และจะเน้นพละกำลังของแรงม้าและแรงบิดที่มหาศาล ในรอบความเร็วสูงให้จัดจ้าน สามารถทำความเร็วปลายได้ไหลลื่นมากกว่าเดิม และจะมีการติดตั้ง Ram Air (แรมแอร์)บริเวณตรงกลางตัวรถ โดยการทำงานของแรมแอร์นั้นก็คือท่อดักอากาศที่อยู่ด้านในตัวรถ และมีปากท่อออกมาที่ด้านหน้าของตัวรถ ทำหน้าที่ดักอากาศที่มีอุณหภูมิต่ำ เพื่อทำให้เครื่องยนต์นั้นมีการจุดระเบิดได้ดียิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้ทำให้มันถูกคาดการณ์ว่า จะมาสามารถรีดแรงม้าสูงสุดออกมาได้มากถึง 220 ตัวด้วยกันเลยทีเดียว

วนของฟีเจอร์อื่นๆ นั้นก็ถือว่าน่าสนใจเอามากๆ อย่างระบบกันสะเทือนหน้าแบบ Upside Down ไฟฟ้า ที่สามารถควบคุมระดับการทำงานได้จากสวิทช์ที่แฮนด์รถ (ซึ่งอาจจะมีมาให้เฉพาะในเวอร์ชั่น SP ที่เป็นตัวท็อป?) รวมไปถึงระบบอิเลคทรอนิคส์ต่างๆ ที่คาดว่าจะมีการปรับปรุงมาให้ดีกว่าเดิมอย่าง โหมดการขับขี่, Traction Control, ความละเอียดในการทำงานของแกน IMU ฯลฯ ซึ่งกระแสข่าวล่าสุดได้รายงานว่า All New Honda CBR1000RR นั้นเตรียมจะเปิดตัวครั้งแรกในโลกที่งาน Tokyo Motor Show 2019 ช่วงเดือนตุลาคมนี้แล้ว แฟนๆ ของทางค่ายปีกนกเองก็อดใจรอกันอีกไม่นาน หลังจากนั้นเชื่อว่าจะมีการนำเข้าจากญี่ปุ่น มาวางขายกันในประเทศไทยบ้านเราด้วยอย่างแน่นอน!


ขอบคุณที่มาจาก : greatbiker.com


2
นอกจากจะเต็มไปด้วยบูธรถยนต์จากค่ายรถทั่วฟ้าเมืองไทยแล้ว ภายในงาน BIG Motor Sale 2019 ยังมีโซน “บิ๊กไบค์” สุดแรงจากหลากหลายค่าย รวมไปถึง Honda ที่ทั้งจำลองบรรยากาศร้าน CUB House The First Moto Lifestyle Café & Showroom สาขาศรีนครินทร์ พร้อมนำเข้าบิ๊กไบค์ส่งตรงจากญี่ปุ่น, รถจักรยานยนต์ทั้ง Commuter Bike และ Big Bike รวมถึงโปรฯ สุดแรงอีกเพียบที่ Sanook! Auto รวบรวมมาไว้ตรงนี้แล้ว จะมีอะไรบ้างไปดูกัน

1. Honda CBR500R บิ๊กไบค์สไตล์สปอร์ต กับโปรโมชั่นดาวน์เริ่มต้นเพียง 0 บาท พร้อมของสมนาคุณรวมมูลค่ากว่า 35,000 บาท เลยทีเดียว

2. รับจองจักรยานยนต์สุดคลาสสิคในตำนานถึง 2 รุ่น ไม่ว่าจะเป็น Honda Monkey และ Honda C125 ที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์ Start by Us Finish by You ก่อนที่จะทำการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนกันยายน 2562 ที่จะถึงนี้

3. มอบคอร์สเรียนขับขี่บิ๊กไบค์อย่างปลอดภัยถึง 3 คอร์ส ไม่ว่าจะเป็น Basic Course, Skill Riding และ Advance Course ตลอดชีพ สำหรับผู้ที่จองจักรยานยนต์ Honda ภายในงาน เพื่อสนับสนุนความสำคัญของการขับขี่บิ๊กไบค์อย่างปลอดภัย

นอกจากนั้นยังมีโปรโมชั่นสุดพิเศษอีกมากมายรอคุณอยู่ อีกทั้งใครอยากทดสอบการขับขี่ Honda CBR Series ทั้ง 150cc, 250RR, 500cc และ 650cc ก็สามารถติดต่อที่บูธได้ทุกวันตั้งแต่วันนี้ไปจนถึง 25 สิงหาคม 2562 ณ ไบเทค บางนา


ขอบคุณที่มาจาก : sanook.com

3
บิ๊กไบค์ (Bigbike) และจักรยานยนต์ ยังมีรุ่นใหม่ๆ ออกมายั่วกิเลสให้ไบค์เกอร์ได้หมายปองกันปีนี้ ทั้งตลาดรถใหญ่และรถเล็กหลากหลายแบรนด์ทั้งยุโรป ญี่ปุ่น และจีน ล้วนสร้างความความสนใจทั้งนั้น การเติมความสดของตลาดรถเล็กดูจะคึกคักเป็นพิเศษ นอกจากนี้บิ๊กไบค์รุ่นเริ่มต้นก็มีโมเดลใหม่ๆ ออกมาให้เลือกเยอะ เช่นเดียวกับตลาดจักรยานยนต์ออโตเมติค งานนี้ยี่ห้อไหนเด่น รุ่นไหนโดนในงานมอเตอร์โชว์ 2019 (Motor Show 2019) มาดูกัน

BMW F 850 GS Adventure ใหม่ อีกหนึ่งตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับนักผจญภัยที่มองหาเพื่อนสองล้อคู่ใจในการออกสำรวจโลกด้วยมุมมองที่แปลกใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์สองสูบแถวเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 853 ซีซี ส่งกำลังสูงสุด 70 กิโลวัตต์ / 95 แรงม้า ที่ 8,250 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 92 นิวตันเมตร ที่ 6,250 รอบต่อนาที ได้รับการตั้งค่าแกนข้อเหวี่ยงแบบ 90 องศา และองศาการจุดระเบิดที่ 270/450 องศาเพื่อเสียงของเครื่องยนต์อันทรงพลังและเร้าใจยิ่งขึ้น อีกทั้งยังพัฒนาให้ลดแรงสั่นสะเทือนด้วยเพลาคู่พร้อมระบบ counterbalance ทำงานคู่กับเกียร์ 6 สปีด มาให้เลือกในสองสีสองสไตล์ ได้แก่ Rallye Style ในสีฟ้า Lupin Blue Metallic และ Exclusive Style ในสีเทา Granite Grey Metallic ราคา 675,000 บาท

GPX Demon 150 GR SPECIAL มินิไบค์ ในสไตล์ Sport กับรูปลักษณ์สุดโดนใจ ออกแบบมารับกับสรีระของคนไทย ในขนาดที่ลงตัวที่สุด มากับเครื่องยนต์ 150 ซีซี มาพร้อมสีเดียวตลอดคัน แดง เทา-ดำ และขาว โช้กอัพหน้า-หลัง ได้รับการปรับแต่งพิเศษจาก YSS กับราคาพิเศษในงาน 68,900 บาท

Honda CBR 250 RR ฮอนด้า ซีบีอาร์ ปี 2019 นำเข้าจากญี่ปุ่นสายตรงความแรงรหัส RR...Racing Replica ภายใต้คอนเซปต์ Beating Master “สปอร์ตพันธุ์แข่ง แรงระดับมาสเตอร์” ถ่ายทอดทุกอณู DNA เทคโนโลยีรถแข่งแชมป์โลกโมโตจีพี เทียบชั้น Racing Machine ตัวเต็มจากสนามแข่งในคลาส 250 ซีซี โดดเด่นทั้งเครื่องยนต์ขนาด 250 ซีซี DOHC 4 วาล์ว 2 สูบเรียง พร้อมโหมดการขับขี่ที่คุณเลือกได้อีก 3 โหมด เริ่มจาก Comfort, Sport และ Sport Plus ที่หลายคนรอคอย พร้อมอุปกรณ์ติดรถสไตล์รถแข่งพันธ์แท้ อาทิ ไฟหน้าคู่ LED 2 ชั้น Double-Layered เอกลักษณ์เฉพาะ CBR250RR มิเตอร์เรือนไมล์แบบดิจิตอล พร้อม Shift Lighter ถอดแบบสไตล์รถแข่ง โช้คหน้าหัวกลับ โช้คหลัง Pro-Link ปรับได้ 5 ระดับ ระบบคันเร่งไฟฟ้า Throttle By Wire สวิงอาร์มอลูมิเนียม ปลายท่อไอเสียแบบคู่ ระบายไอเสียได้ดี รีดพลังเสียงได้หนักแน่นเร้าใจ ระบบเบรค ABS 2 Channel ทำงานแยกหน้าหลัง New CBR250RR นำเข้าจากญี่ปุ่นทั้งคันมีให้เลือก 2 สีคือ แดง และดำ ราคาแนะนำในงาน 249,000 บาท

YAMAHA TMAX Reset the rules of MAX : ฉีกทุกกฎของความเป็น Max Series ถ้าต้องการสกู๊ตเตอร์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด ก็ต้องเลือกรุ่น TMAX DX ที่ให้ความสะดวกสบายระดับพรีเมี่ยมและครบทุกฟังก์ชันการใช้งาน และได้สมรรถนะจากเครื่องยนต์ 530 ซีซี 2 สูบ 4 จังหวะ DOHC หัวฉีด ระบายความร้อนด้วยน้ำ เกียร์ CVT ให้อัตราเร่งและพลังขับเคลื่อนที่สุดยอดในทุกระดับความเร็ว เพิ่ม Cruise Contral โช้คปรับระดับได้ ระบบ D-Mode เลือกรูปแบบการขับขี่ได้ทั้ง T ขับขี่ทั่วไป และ S แบบสปอร์ต ด้วยค่าตัว 529,000 บาท

Royal Enfield Intercaptor INT 650 Twin Standard (รอยัล เอนฟิลด์ คอนติเนนทัล อินเตอร์เซปเตอร์ ไอเอ็นที 650 ทวิน สแตนดาร์ด) บิ๊กไบค์สไตล์คลาสสิก ต่อยอดจากรุ่น GT 250 โดดเด่นด้วยไฟหน้าทรงกลม ตัวถังสีดำ ถังน้ำมันทรงคลาสสิก เบาะนั่งแบบยาวซ้อนได้สะดวก เครื่องยนต์ 2 สูบ เรียงแบบบตั้ง 4 จังหวะ SOHC หัวฉีด ระบบความร้อนด้วยอากาศ พร้อม Oil-cooler ความจุ 648 ซีซี 47 แรงม้า ที่ 7,250 รอบต่อนาที แรงบิด 52 นิวตันเมตร ที่ 5,250 รอบต่อนาที เกียร์ 6 จังหวะ เบรกจาก ByBre (Brembo) มาพร้อม 3 รุ่นให้เลือกคือ Standard 213,000 บาท custom 215,000 บาท และ chrome 218,000 บาท

Triumph Speed Twin เครื่องยนต์ 1200 ซีซี คันเร่งไฟฟ้า จูนแบบทรักซ์ตัน ระบบคลัตช์ช่วยผ่อนแรง Torque Assist Clucth กำลังสูงสุด 97 แรงม้า ที่ 6,750 รอบต่อนาที แรงบิด 112 นิวตันเมตร ที่4,950 รอบต่อนาที พร้อมโหมดการขับขี่ 3 แบบ Sport , Road และ Rain ไฟหน้าLED พร้อม DRL ไฟท้ายไฟเลี้ยว LED สะดวกสะบายด้วยช่อง USB ระบบกุญแจ Immobiliser น้ำหนักตัวเพียง 196 กิโลกรัม มาพร้อม 3 สี Silver Ice , Strorm Grey และ Korosi Red /Storm Grey ราคา 576,000 บาท

Kawasaki Z 400 ABS รูปลักษณ์ใหม่แบบเฉียบคม ดุดัน ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสไตล์ Sugomi ของรถรุ่นเรือธงในตระกูล Z จึงออกมาเป็นดีไซน์ใหม่ทั้งคันแบบ All-new ที่ผสมผสานไว้ด้วยกลิ่นอายของ Z650 และ Z300/250 สื่อให้เห็นถึงความคล่องแคล่ว ดุดันและแข็งแรงทรงพลัง รูปทรงการออกแบบคล้ายคลึงกับ Ninja H2 Z400 มาพร้อมเรือนไมล์และสวิตช์แบบเดียวกับ Ninja 650 ตัวเรือนไมล์ถูกจัดวางข้อมูลมาให้อ่านง่าย มาตราวัดความเร็วรอบแบบเข็มมาพร้อมไฟบอกตำแหน่งเกียร์บริเวณตรงกลางและอยู่ด้านบนของจอ LCD มัลติฟังก์ชัน ราคา 186,000 บาท ส่วน Z400 SE รุ่นพิเศษได้ล้อแม็กซ์สีสันดุดันไฟเลี้ยว LED ชิลด์หน้า และกันล้ม ราคาเพียง 195,000 บาท

Suzuki Burgman 400 ABS ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด Burgman Coupe ที่มีความสง่างาม ดูหรูหรา อีกทั้งให้การขับขี่ที่สะดวกสบายประกอบกับรูปทรงที่ปราดเปรียว และเพรียวบางตั้งแต่หน้าจรดท้าย ผ่านขั้นตอนการผลิตชั้นเยี่ยมจากประเทศญี่ปุ่น (Made in Japan) มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 400 ซีซี DOHC ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมให้แรงบิดที่ดีตั้งแต่รอบความเร็วต่ำถึงกลางเป็นเยี่ยม ติดตั้งระบบ Suzuki’s Automatic Idle Speed Control (ISC) ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสตาร์ทเครื่องยนต์ในขณะที่อุณหภูมิต่ำ ราคาคาดว่าอยู่ที่ 229,000 บาท พร้อมเปิดตัวในปีนี้

Ducati Panigale V4R ด้วยเครื่องยนต์ใหม่ขนาด 998 ซีซี ตามข้อกำหนดของการแข่งขัน Wold Superbike ที่มีแรงม้าสูงขึ้นถึง 221 แรงม้า รอบเครื่องยนต์ 15,250 รอบต่อนาที สูงกว่า V4 ตัวปกติ 2,250 รอบต่อนาที โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ของดูคาติ ด้วยการใช้คลัทช์แห้ง ที่สามารถถ่ายทอดกำลังแรงม้าสู่ท้องถนนได้เต็มประสิทธิภาพ มาพร้อมชุดแอโรไดนามิคที่มีต้นแบบมาจากการแข่ง Ducati ในสนาม MotoGP นอกจากนี้ ยังมาพร้อมระบบอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงและระบบกันสะเทือนจาก Ohlins ซึ่งทำให้ V4R บรรลุเป้าหมาย "Track Mission" ของดูคาติ ราคา Panigale V4R อยู่ที่ 2,990,000 บาท

Aprilia RSV4 1100 Factory สุดยอดแบรนด์มอเตอร์ไซค์สายสปอร์ตสัญชาติอิตาเลียน ที่ถอดจิตวิญญาณนักแข่งทางเรียบมาสู่ผู้ขับขี่ พร้อมตอบสนองนักบิดที่ต้องการสัมผัสความเร็วเสมือนนักแข่งที่คว้าชัยชนะมานับครั้งไม่ถ้วน ครั้งนี้ อาพริเลีย อาร์เอสวี4 1100 แฟคทอรี่ (Aprilia RSV4 1100 Factory)  มาพร้อมกับโครงสร้างแชสซีส์และเบรกที่ได้รับการพัฒนาให้ล้ำหน้ายิ่งขึ้น น้ำหนักเบากว่ารุ่นก่อนและแข็งแกร่งถอดแบบมาจากโมเดลในสนามแข่ง เพิ่มความแรงและเร็วยิ่งขึ้นกับปีกแอโรว์ไดนามิค (Winglet) ที่ถอดแบบมาจาก Aprilia RS-GP ที่ใช้ในแข่งขันในรายการ MOTO GP ด้านดีไซน์ได้เพิ่มความสปอร์ตดุดันด้วยกราฟิกแบบ Atomico 6 บนวัสดุคาร์บอนสีดำด้าน พร้อมค่าตัว 1,449,000 บาท



ขอบคุณที่มาจาก : checkraka.com

4
หลังจากเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาเกิดเหตุสลดใจ เมื่อ นายภัทร์นฤณ พงษ์ธนานิกร ลูกชายของ นายประเสริฐ พงษ์ธนานิกร หรือ ดีเจระย้า เจ้าของค่ายเพลงรถไฟดนตรี อีกทั้งยังเป็นญาติของนักแสดงสาว ไอซ์-ปรีชญา พงษ์ธนานิกร ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ BMW S 1000 R สีเหลือง-ดำ แล้วเกิดเสียหลักชนราวสะพานบนสะพานลอยข้ามแยกคลองตันจนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ Sanook! Auto จึงขอหยิบเรื่องราวของบิ๊กไบค์รุ่นนี้มาเล่าสู่กันฟังอีกสักครั้ง

ใครที่เป็นสายซูเปอร์ไบค์คงทราบกันดีว่า ตระกูล RR แห่ง BMW นั้นถือได้ว่าเป็นหนึ่งในการปฏิวัติแห่งวงการซูเปอร์ไบค์สายสปอร์ต ทั้งยังได้รับการต่อยอดและพัฒนามาโดยตลอด ซึ่งรุ่น S 1000 RR นั้นโดดเด่นด้วยระบบ DTC หรือ Dynamic Traction Control ซึ่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับความไดนามิกในการขับขี่อันน่าหลงใหล

S 1000 RR มาพร้อมเครื่องยนต์ 4 สูบแถวเรียง ขนาด 999 ซีซี ระบายความร้อนด้วยของเหลว ให้กำลัง 199 แรงม้า หรือ 146 กิโลวัตต์ ที่ 13,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 113 นิวตันเมตร ที่ 10,500 รอบต่อนาที

ด้านท่อไอเสียเป็นแบบคู่ ช่วยเพิ่มแรงบิดให้ช่วงเครื่องยนต์รอบต่ำ รอบการชาร์จอันยอดเยี่ยม และมีการลดการไหลกลับของไอเสียเพื่อเพิ่มพละกำลัง ให้เสียงที่สาวกซูเปอร์ไบค์ได้ยินแล้วใจเต้น แถมยังอยู่ในมาตรฐานระดับเสียงรบกวนใหม่ และมาตรฐาน EU-4 ตามหลักสากล

ในขณะที่การออกแบบก็เท่ได้ใจ แผงควบคุมพร้อมเครื่องวัดความเร็วแบบอนาล็อกความละเอียดสูง ไม่ว่าคุณจะตั้งค่าแบบใดก็ให้การแสดงผลที่ชัดเจน ทราบข้อมูลการขับขี่อยู่ตลอดเวลา ด้านหน้ารถมีช่องแยกขนาดใหญ่สำหรับช่องทางอากาศเข้า กระจังข้างแบบฉบับเฉพาะตัว

ทั้งนี้ยังมีโหมดขับขี่ถึง 3 แบบ ไม่ว่าจะเป็น “Rain”, “Sport” และ “Race” กับสภาพพื้นถนนที่แตกต่างกันไป ร่วมด้วย Gear Shift Assistant Pro เทคโนโลยีการเปลี่ยนเกียร์ที่สายกีฬามอเตอร์สปอร์ตคุ้นเคยเป็นอย่างดี เปลี่ยนเกียร์ขึ้นหรือลงง่ายขึ้นโดยไม่ต้องกำคลัตช์ เรียกได้ว่าไม่ต้องละมือออกจากแฮนด์บาร์ ช่วยในเรื่องลดระยะเวลาการเปลี่ยนเกียร์นั่นเอง

BMW S 1000 RR มีทั้งหมด 4 สี ไม่ว่าจะเป็น สีเทา Granite Gray Metallic, สีดำ Black Storm Metallic, สีแดง Racing Red และ สีน้ำเงิน Lupin Blue Metallic ส่วนสายคัสตอมก็สามารถออกแบบรถในสไตล์คุณเองได้อีกด้วย โดยราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 840,000 บาท



ขอบคุณที่มาจาก : sanook.com

5
  กระแสโมโตจีพีที่บุรีรัมย์ นอกจากจะปลุกความคึกคักในด้านการท่องเที่ยวให้กับประเทศไทยแล้ว ยังปลุกกระแสคนรักรถ 2 ล้อระดับ “บิ๊กไบค์” สไตล์สปอร์ต ขึ้นมาอีกครั้ง และเชื่อว่า ตลาดรถจักรยานยนต์ระดับ 500-1,000 ซีซี น่าจะกลับมาคึกคัก แต่ทราบหรือไม่ว่า “บิ๊กไบค์” กินน้ำมันแค่ไหน หากต้องขี่ใช้ในชีวิตประจำวัน

รถ “บิ๊กไบค์” เติม E20 ได้หรือไม่

     รถจักรยานยนต์ในยุคใหม่ มาพร้อมกับเทคโนโลยีเครื่องยนต์หัวฉีดแทบจะทั้งหมด และหากไปดูสเปกของน้ำมันเชื้อเพลิงในคู่มือที่โรงงานกำหนดมาให้ รถแทบทุกรุ่นกำหนดให้สามารถเติมน้ำมันเบนซิน E20 ได้ อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติ แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ประจำโชว์รูมเอง ยังแนะนำให้ใช้ เบนซิน โซฮอลล์ 91 หรือ เบนซิน โซฮอลล์ 95 แทน

 ทั้งนี้ คนใช้รถจักรยานยนต์ เครื่องยนต์ตั้งแต่ 500 ซีซีขึ้นไป ส่วนใหญ่เลือกที่จะเติมเบนซิน โซฮอลล์ 95 เพื่อสมรรถนะที่ดีกว่า หรือบางคนขยับขึ้นไปเติมเบนซิน 95 เลยก็มีเช่นกัน อย่างไรก็ดี รถที่เติม E20 ตามสเปกจากโรงงานนั้น ก็ยังไม่เคยมีรายงานว่า เติมแล้วเครื่องยนต์ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด ฉะนั้นคำตอบคือ “บิ๊กไบค์” เติม E20 ได้แน่นอน

รถ “บิ๊กไบค์” กินน้ำมันแค่ไหน

     เรื่องปกติของการเผาไหม้ในระบบเครื่องยนต์ เมื่อเครื่องยนต์ใหญ่ขึ้นอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงก็ต้องเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ฉะนั้น รถเครื่องยนต์ 500 ซีซี ย่อมกินน้ำมันมากกว่ารถ 150 ซีซี เป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งอัตราค่าเฉลี่ยการซดน้ำมันของรถ “บิ๊กไบค์” จะอยู่ที่ราว 15-20 กิโมเมตร/ลิตร

 อย่างไรก็ดี ก็ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการบิดรถด้วยมือขวาของคุณว่า จะมือหนักบิดคันเร่ง และลากรอบสูงแค่ไหน เพราะธรรมชาติของรถในสไตล์สปอร์ตเรซซิ่งเชื่อว่า ทุกคนน่าจะอดใจไม่ได้หากได้ขึ้นไปขี่มัน ฉะนั้น ควรเข้าใจว่า ธรรมชาติของ “บิ๊กไบค์” ย่อมกินน้ำมันมากกว่ารถทั่วไป แต่จะกินมากหรือกินน้อยก็อยู่ที่ตัวคุณเอง

เช็คอัตราบริโภคน้ำมัน “บิ๊กไบค์” รุ่นยอดนิยม

– BMW S1000RR : 17 กิโลเมตร/ลิตร
– Ducati 1198 : 14 กิโลเมตร/ลิตร
– Honda CBR600RR : 21 กิโลเมตร/ลิตร
– HondaCBR1000RR : 19 กิโลเมตร/ลิตร
– KTM RC8R : 14 กิโลเมตร/ลิตร
– Kawasaki ZX10R : 16 กิโลเมตร/ลิตร
– Suzuki GSX-R600 : 20 กิโลเมตร/ลิตร
– Suzuki GSX-R1000 : 19 กิโลเมตร/ลิตร
– Yamaha YZF-R1M : 18 กิโลเมตร/ลิตร
– Yamaha YZF-R6 : 20 กิโลเมตร/ลิตร



ขอบคุณที่มาจาก : sanook.com

6
เปิดตัวกันไปอย่างยิ่งใหญ่ สำหรับรถมอเตอร์ไซค์คันใหม่ล่าสุดจากทาง Yamaha อย่าง All New XSR155 รถแนวสปอร์ตเฮอร์ริเทจตระกูลดัง ที่มีรุ่นพี่อย่าง XSR900 และ XSR700 ออกมาอาละวาดก่อนหน้านี้กันไปแล้ว ซึ่งความพิเศษของโมเดลนี้อยู่ตรงนี้ที่ว่า ทาง Yamaha ได้ใช้ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในโลกสำหรับการเปิดตัว อย่ารอช้าเราไปดูรายละเอียดตัวรถด้วยกันเลย!

ความพิเศษของ All New Yamaha XSR155 นั้นคือมันเป็นรถมอเตอร์ไซค์ที่ออกแบบโดยคนไทย ผลิตโดยคนไทย ออกแบบมาเพื่อไบค์เกอร์ที่หลงไหลในความคลาสสิกและแฟชั่นมากเป็นพิเศษ ซึ่งรถทรงนี้ถือว่าเหมาะสำหรับกลุ่มคนที่มีสไตล์ เป็นตัวของตัวเอง ชอบทั้งความคลาสสิกและความทันสมัยในตัว โดดเด่นด้วยไฟหน้าทรงกลมที่มีความเรียบง่ายแต่แฝงด้วยเอกลักษณ์ของ XSR หน้าจอแสดงผลมีขนาดเล็กกระชับ แต่ลงตัวกับแนวทางของตัวรถเอามากๆ ไฟท้ายทรงกลมสองวงซ้อนกัน ถังน้ำมันออกแบบมาอย่างปราณีตในเรื่องของผิวสัมผัส เบาะนั่งตั้งใจออกแบบมาเป็นพิเศษ โทนสีและสไตล์หรูหราและแตกต่างจากรถทั่วไปในท้องตลาด และเพลตต่างๆ บนตัวรถเป็นอลูมิเนียมของแท้ เพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับตัวรถ

พื้นฐานของตัวรถนั้นมาจาก All New Yamaha MT-15 แต่มีการปรับแต่งเฟรมด้านหลังใหม่ และปรับแต่งสเตอร์ให้ตัวรถมีความนุ่มนวลมากขึ้น แต่ก็ยังทรงพลังในตัว สเปกเครื่องยนต์ขนาด 155 cc 1 ลูกสูบแบบไดอะซิล 4 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุดมาที่ 19 hp @ 8.900 rpm และแรงบิดสูงสุด 14.7 Nm @ 7.000 rpm พร้อมกับระบบวาล์วแปรผัน VVA ที่จะช่วยให้ตัวรถนั้นมีอัตราเร่งที่สม่ำเสมอในทุกๆ ย่านความเร็ว และมีฟีเจอร์อย่าง Assist & Slipper Clutch หรือตัวป้องกันล้อปัดขณะเชนจ์เกียร์แบบกระทันหันมาให้ด้วย ในขณะที่ระบบกันสะเทือนด้านหน้านั้นจะเป็นแบบหัวกลับ Upside Down ระบบดิสก์เบรกทั้งหน้าและหลัง

และแน่นอนว่าถึงแม้มันจะถูกออกแบบโดยคนไทย ผลิตกันที่ไทย แต่ทาง Yamaha เชื่อมั่นว่ามันจะโด่งดังและได้รับการยอมรับไปทั่วโลกอย่างแน่นอน ด้วยความมั่นใจในแนวทางของตัวรถ ที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน และประสิทธิภาพของตัวรถทั้งในเรื่องของเครื่องยนต์ และฟีเจอร์ต่างๆ ที่จัดมาอย่างเต็มที่ โดยทางค่ายตั้งใจจะให้ All New Yamaha XSR155 นั้นนอกจากจะเป็นยานพาหนะที่เน้นการใช้งานในชีวิตประจำวันแล้ว ยังเป็นเรื่องของไลฟ์สไตล์ กลุ่มหรือคลับต่างๆ ที่ชื่นชอบในแนวทางของความคลาสสิกผสมผสานกับความทันสมัย และมีความเป็นตัวของตัวเองสูง รวมไปถึงสามารถนำไป Custom ได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นแนวคาเฟ่ เรซเซอร์, แทรคเกอร์ ฯลฯ ซึ่งมีชุดของแต่งอย่างเป็นทางการของ Yamaha โดยตรงออกมาอย่างมากมาย เปิดตัวออกมาอยู่ 4 สีด้วยกันคือสีขาว-แดง, สีเทา สีดำ และสีเขียว ด้วยราคาแนะนำอยู่ที่ 91,500 บาทเท่านั้น



ขอบคุณที่มาจาก : greatbiker.com

7
Bigbike คือคำที่ใช้เรียกรถมอเตอร์ไซค์ที่มีขนาดใหญ่กว่ารถมอเตอร์ไซค์ทั่วๆไปหรือที่เรียกกันจนติดปากว่า สี่สูบ ขนาดของมอเตอร์ไซค์ที่มีขนาดใหญ่ในที่นี้คือขนาดของเครื่องยนต์ เฟรม ล้อและยางของรถ รถที่เรียกว่าBigbikeจะมีความจุของเครื่องยนต์ตั้งแต่ 250 cc ขึ้นไปจนถึง 2400 cc ซึ่งในแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อก็จะมีรูปแบบของเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังที่แตกต่างกันออกไปซึ่งจะมีตั้งแต่สูบเดี่ยว ถึง 6 สูบ และจัดวางอยู่ในรูปแบบของสูบเรียงและสูบV ในส่วนระบบส่งกำลังก็จะมีตั้งแต่ระบบที่ใช้โซ่ ใช้เพลาขับ และใช้สายพาน เป็นต้น

Naked Bike เป็นชื่อที่ใช้เรียกรถ Bigbike ที่มีรูปแบบเป็นรถเปลือยแฟริ่งในส่วนด้านหน้า จะมีแฟริ่งในส่วนด้านท้ายของรถเท่านั้น ข้อดีของรถประเภทนี้คือสามารถใช้ขับขี่ในเขตชุมชนที่มีการจราจรค่อนข้างหนาแน่นได้ง่ายและสามารถระบายความร้อนออกจากเครื่องยนต์ได้ดีกว่ารถ Bigbikeประเภทอื่นๆ และยังมีการออกแบบให้มีท่วงท่าในการขับขี่ที่ไม่ต้องก้มหรือโน้มตัวไปข้างหน้าเพื่อจับแฮนด์มากนัก โดยมีการออกแบบให้แฮนด์อยู่ในตำแหน่งที่ค่อนข้างสูงและมีเบาะที่ต่ำกว่ารถ Sport Bike

Sport Bike คือรถBigbikeที่มีการออกแบบมาเพื่อใช้ในการแข่งขันทางเรียบเนื่องจากรถประเภทนี้จะมีสมรรถนะของเครื่องยนต์และช่วงล่างสูงมากกว่ารถBigbikeประเภทอื่นๆ ซึ่งรถประเภทนี้มีท่วงท่าในการขับขี่แบบกึ่งนั่งกึ่งหมอบเพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมและทรงตัวในการใช้ความเร็วสูงๆและควบคุมอาการของรถในการเข้าโค้งได้เต็มประสิทธิภาพ

Touring BikeคือรถBigbikeประเภทหนึ่งที่ออกแบบมาสำหรับใช้ในการเดินทางหรือท่องเที่ยวที่มีระยะทางไกลๆและใช้เวลาในการขับขี่ค่อนข้างนานโดยเฉพาะ ซึ่งรถประเภทนี้จะมีรูปทรงคล้ายกับรถ Sport Bike แต่จะมีตำแหน่งของแฮนด์ที่สูงกว่ารถSport Bike ท่าทางในการขับขี่จะคล้ายกับการขี่รถNaked Bike และรถ Touring Bikeนี้จะมีชิวล์ที่มีขนาดใหญ่เพื่อใช้บังลมและฝนที่จะเข้ามาปะทะผู้ขับขี่ในตอนที่ใช้ความเร็วสูงๆหรือขณะมีฝนตก

ชอปเปอร์ (อังกฤษ: chopper) คือรถBigbikeประเภทหนึ่ง เพราะเสียงของเครื่องยนต์ของรถประเภทนี้มีเสียงดังเป็นจังหวะๆ คล้ายเสียงของเฮลิคอปเตอร์นั่นเอง สาเหตุที่เสียงของรถ Chopper Bike มีเสียงดังเป็นจังหวะอย่างที่เคยได้ยินเพราะรถประเภทนี้มี 2สูบวางอยู่เป็นรูปตัว V และยังมีการจุดระเบิดพร้อมๆกัน จึงมีช่วงขอบเสียงเครื่องยนต์ดังเป็นจังหวะดังกล่าว รถประเภทนี้จะมีการออกแบบให้มีเบาะอยู่ต่ำกว่ารถ Bigbikeประเภทอื่น และมีตำแหน่งของแฮนด์ที่สูงอยู่ในระดับไหล่ผู้ขับขี่หรืออาจจะสูงกว่าแล้วแต่ผู้ขับขี่จะเลือกมาใส่



ขอบคุณที่มาจาก : bikeemotion.wordpress.com


8
ออกรถ Big Bike ต้องรู้อะไรบ้าง

สำหรับสิงห์มอเตอร์ไซค์ทั้งหลายที่ชื่นชอบรถมอเตอร์ไซค์ คงหนีไม่พ้นกับรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ที่จะต้องมีให้ได้ในชีวิต ดังนั้นก่อน ออกรถ Big Bike ต้องรู้อะไรบ้าง จึงเป็นคำถามที่สิงห์มอเตอร์ไซค์ทั้งหลายอยากรู้

วันนี้เราได้รวบรวมข้อมูลในการออกรถ Big Bike ต้องรู้อะไรบ้าง นั้นมาฝากกัน เพราะถ้าหากทำตามจะเป็นการดีและสิ่งที่ปลอดภัยกับคุณเป็นอย่างมาก เพราะการออกรถบิ๊กไบค์ไม่ได้เหมือนรถมอเตอร์ไซค์คันเล็ก ๆ ทั่วไปที่แม้แต่เด็กวัยรุ่นก็ขับได้

ด้วยทุกวันนี้ปัญหารถติดเป็นปัญหาที่หลีกหนีไม่ได้เลยในการสัญจรแต่ละวัน การเลือกซื้อรถมอเตอร์ไซค์นับเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ รวมไปถึงการเลือกซื้อรถบิ๊กไบค์ สำหรับผู้ที่สนใจจะซื้อรถมอเตอร์ไซคบิ๊กไบค์นั้น ก่อนอื่นเราต้องมารู้การเตรียมตัวก่อนซื้อรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ให้ดี เพื่อความปลอดภัยและการเลือกซื้อที่คุ้มค่าตรงกับความต้องการให้มากที่สุด

1. เข้าคอร์สอบรมการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ BigBike
โดยส่วนใหญ่ผู้ที่กำลังเลือกขับรถบิ๊กไบค์ มาจากคนที่ขับรถมอเตอร์ไซค์เล็กมาก่อนและต้องการขยับอัพเกรด CC ขึ้น หรือ ชอบรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์เป็นพิเศษ แด่ไม่ว่าจะเป็นใครมาจากไหน ขอแนะนำให้ทุกคนที่ต้องการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ควรเข้าคอร์สอบรมการขับขี่สำหรับรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์อย่างจริงจัง

เพราะรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์เป็นรถขนาดเครื่องยนต์ 250CC ที่มีตัวถังน้ำมันอยู่ด้านหน้า รวมถึงระบบเกียร์แบบมีคลัช เพื่อให้คุณคุ้นชินกับการใช้รถขนาดใหญ่ มีความมั่นใจในการขับขี่บนท้องถนนของคุณโดยคุณจะได้รับการสอนที่สามารถใช้งานได้จริง การใช้รถมอเตอร์ไซด์อย่างถูกวิธี เพื่อรักษาการทำงานของเครื่องยนต์ใช้งานที่นานขึ้น

2. เลือกซื้อรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ที่ขนาดพอดีกับสรีระ
ก่อนตัดสินใจซื้อบิ๊กไบค์ แนะนำให้คุณพิจารณาจากขนาดเครื่องยนต์อยู่ในช่วง 150 CC – 400 CC โดยพิจารณาจากการควบคุมรถเป็นสำคัญ เพราะตัวถังรถบิ๊กไบค์ค่อนข้างใหญ่ สรีระเราอาจจะไม่เหมาะกับรถขนาดใหญ่ นอกจากน้ำหนักตัวรถที่หนักแล้วยังตัวถังใหญ่จึงทำให้ควบคุมลำบากหากไม่คุ้นเคยมาก่อน ดังนั้นคุณจึงต้องเลือกขนาดรถบิ๊กไบค์ให้เหมาะกับคุณมากที่สุด

3. ศึกษารถบิ๊กไบค์ที่คุณชื่นชอบ
ตลาดรถบิ๊กไบค์มีหลากหลายรุ่นหลายโมเดลมาก ซึ่งรุ่นของบิ๊กไบค์จะแบ่งออกเป็นหลัก ๆ คือ Sport Bike, Naked Bike, Touring Bike, Cruiser Biker ซึ่งแต่ละโมเดลก็จะมีการใช้งานที่แตกต่างกัน

Sport Bike – สำหรับชาวสองล้อที่ชื่นชอบความเร็ว ทรงโมเดลนี้นับเป็นโมเดลที่คนส่วนใหญ่ชอบ ทั้งรูปทรงรถบิ๊กไบค์ที่โฉบเฉี่ยว ท่านั่งคนขับที่เท่ห์และดุดัน เหมาะกับการใช้งานทั่วไป
Naked Bike – ทรงโมเดลนี้ตอบโจทย์สำหรับผู้ที่ใช้งานรถบิ๊กไบค์ในเมือง ทั้งขนาดตัวถังที่ไม่ใหญ่จนเทอะทะ ทำให้การขับขี่มุดซิกแซกในเมืองได้อย่างคล่องตัว
Touring Bike – รถบิ๊กไบค์ที่ถูกออกอบบมาสำหรับการออกทริป การเดินทางต่างจังหวัด การดีไซน์ความสูงของเบาะกับแฮนด์ทำให้ท่านั่งโมเดลนี้สะดวกสบายได้อย่างเหลือเชื่อ
Cruiser Bike – สำหรับผู้ที่ชื่นชอบในความคลาสิก ความเท่ห์แบบรุ่นเก่าที่ตอบโจทย์การใช้งานอย่างกว้างขวาง ทั้งการใช้งานในเมือง ออกทริปต่างจังหวัด รวมทั้งความโดดเด่นด้านรูปลักษณ์ของมอเตอร์ไซค์

4. ค้นหาร้านขายรถบิ๊กไบค์ และศูนย์บริการที่ใกล้บ้าน
หากเราได้ซื้อรถบิ๊กไบค์จากศูนย์ที่ใกล้บ้านเรา ก็จะทำให้เราสะดวกสบายเรื่องการเดินทางไปเช็คระยะต่าง ๆ รวมถึงการซ่อมแซม การบำรุงรักษาต่าง ๆ และหากทางศูนย์มีบริการที่ดี ใช้อะไหล่แท้ ก็จะทำให้เราเบาใจได้เมื่อต้องซื้อรถบิ๊กไบค์ที่มีราคาแพง

5. ศึกษารายละเอียดประกันรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ให้ชัดเจน
โดยทั่วไปทางตัวแทนจำหน่ายรถบิ๊กไบค์ย่อมมีการทำประกันอุบัติเหตุควบคู่ไปกับการซื้อรถบิ๊กไบค์อยู่แล้ว ดังนั้นการเลือกประกันอุบัติเหตุที่ครอบคลุมการใช้งานเป็นเรื่องสำคัญ รวมถึงสาขาที่บริษัทประกันให้บริการ เนื่องจากบางครั้งหากเราเกิดอุบัติเหตุในเขตต่างจังหวัด หากบริษัทประกันไม่มีพนักงานดูแลอย่างทั่วถึง เราจะเสียผลประโยชน์ได้

6. เตรียมเงินเผื่อไว้สำหรับซื้ออุปกรณ์ป้องกันในการขับขี่รถบิ๊กไบค์
สิ่งสำคัญคงหนีไม่พ้นอุปกรณ์การป้องกันต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหมวกกันน็อค ถุงมือขี่มอเตอร์ไซค์ เสื้อการ์ด รองเท้ามอเตอร์ไซค์ หรือแม้กระทั่งกางเกงยีนมอเตอร์ไซค์ที่มีการ์ดป้องกัน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย เพราะเนื่องจากการใช้รถบิ๊กไบค์นั้งทั้งน้ำหนักมาก ความเร็วในการขับขี่สูง หากเกิดอุบัติเหตุอุปกรณ์เหล่านี้จะช่วยให้เราปลอดภัยหรือเจ็บตัวน้อยลง

นับว่าการขี่รถบิ๊กไบค์เป็นประสบการณ์ที่หลายคนชื่นชอบ โดยเฉพาะสิงห์นักบิดทั้งหลายที่ชอบความเร็วและหลงรักในรถบิ๊กไบค์ ทั้งความอิสระในการขับขี่ ความแรงของเครื่องยนต์ และแน่นอนว่าเมื่อเราได้เลือกรถบิ๊กไบค์คู่ใจเราแล้ว การเคารพกฎจราจร การมีน้ำใจต่อเพื่อนร่วมถนน เป็นอีกสิ่งสำคัญที่ทำให้อุบัติเหตุลดน้อยลง



ขอบคุณที่มาจาก : easyinsure.co.th


9
7 รุ่นมอเตอร์ไซค์ น่าขี่ปี 2019

นี่คือ 7 รุ่นมอเตอร์ไซค์ใหม่ของปี 2019 ที่เชื่อว่าไบค์เกอร์ทั้งหลายเห็นแล้วคงอยากสัมผัส และพาออกไปขี่โลดแล่นบนถนนสุดๆ ด้วยรูปโฉมที่ปรับเปลี่ยน สมรรถนะที่ทรงพลังกว่าเดิม ฟังก์ชันและเทคโนโลยีล้ำสมัยขึ้น ในราคาที่จับต้องได้ตามคลาสของแต่ละรุ่น จึงน่าจะทำให้ปี 2019 เป็นช่วงเวลาดีๆ ของการได้ลองขี่รถใหม่หลากหลายรุ่น และมีโอกาสเป็นเจ้าของมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ที่ตรงใจมากกว่าเดิม

1. BMW S1000RR
สายซิ่งตัวจริงย่อมต้องไม่พลาดสปอร์ตไบค์อย่าง S1000RR รุ่นใหม่ล่าสุดที่พกดีกรีแชมป์รายการ TT และล่าสุดในรายการ เอเชียโรดเรซซิ่ง 2019 (ARRC 2019) ก็จะได้เห็น S1000RR มาวาดลีลาในสนามรุ่น ASB1000 ด้านตัวรถรุ่นใหม่ ปรับการออกแบบให้ตัวรถแหวกอากาศได้ดีกว่าเดิม เฟรมที่เป็นแบบเฟล็กช่วยให้การกระจายน้ำหนักและกริ๊ปดีขึ้น การวางตำแหน่งและระยะของจุดยึดต่างๆ ของพาร์ตช่วงล่างใหม่ ทำให้การควบคุม แทร็คชัน และการตอบสนองดีกว่าเดิมเช่นกัน นอกจากนี้ยังเป็นแบบอิเลคทรอนิค Dynamic Damoing Control (DDC) ส่วนเครื่องยนต์ใหม่พลัง 205 แรงม้ามีจุดเด่นอย่าง ShiftCam VVT และควิกชิฟท์ทั้งขึ้นและลง

2. Kawasaki Versys 1000 SE
แม้ว่า เวอร์ซิส 1000 เอสอี ไม่ใช่รถที่ดูดีและทรงพลังที่สุดของคาวาซากิในปีนี้ การเขียนหน้าทาปากใหม่ก็เพื่อให้เวอร์ซิสสามารถไปต่อกรกับแบรนด์อย่างดูคาติ และบีเอ็มดับเบิลยู ในตลาดมอเตอร์ไซค์แอดเวนเจอร์หรือสปอร์ตทัวร์ริ่งได้ ฟีเจอร์เด่นในรุ่นนี้ก็มี ควิกชิฟต์, ไรดดิ้ง โหมด, แทร็คชัน คอนโทรล, ช่วงล่างปรับไฟฟ้า พร้อมขุมพลังขนาด 120 แรงม้า น่าจะทำให้พี่ใหญ่ตระกูลเวอร์ซิสเป็นรถที่พร้อมสำหรับใครหลายคน แน่นอนว่าเป็นอีกรุ่นที่ควรได้ลองขี่ในปีนี้

3. KTM 790 Adventure R
หลายคนรอคอยมอเตอร์ไซค์ แอดเวนเจอร์ คลาสระดับนี้จาก เคทีเอ็ม จาก 790DUKE ทำให้ก่อกำเนิด 790 Adventure/R ที่ปรับส่วนช่วงล่างใหม่โช๊คอัพหน้าจาก WP ที่มีช่วงยาวขึ้น ท่านั่งและแฮนด์ปรับให้สบายขึ้น ถังน้ำมันเปลี่ยนใช้ทรงหยดน้ำขนาด 20 ลิตร รองรับการขี่ทางไกล และอีกไม่นานก็คงได้เห็นวิ่งกัน เพราะเป็นคลาสยอดนิยมสำหรับคนเอเชีย ว่าแต่ในไทยจะมีโอกาสได้เห็นหรือเปล่ายังเป็นคำถามเพราะอาจมีการเปลี่ยนแปลงกับ KTM ในไทย

4. Harley-Davidson Livewire
ใครจะคิดว่าผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์อย่างฮาร์เล่ย์-เดวิดสัน ที่เน้นความเป็นเทรดดิชัน เครื่องยนต์วีทวิน โลโก้อินทรี เสื้อหนัง วันหนึ่งจะหันมาทำมอเตอร์ไซค์พลังงานไฟฟ้า Livewire จึงเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ของทาง HD จริงๆ เราก็เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของรุ่นรถ HD ในช่วงหลังที่เน้นความร่วมสมัยและดูทันสมัย เหตุผลง่ายๆ คือ คนรุ่นใหม่แทบไม่สนครุยเซอร์หนักๆ ขี่ชิวๆ จากมิลวอกี้อีกต่อไป ดังนั้นพวกเขารู้ว่ามันต้องมีรถสำหรับคนเจนเนอเรชันใหม่ที่โตมาทดแทนคนรุ่นเก่า Livewire เป็นรุ่นสำคัญที่ทำให้หลายคนหันมามองด้วยกำลังขนาด 75 แรงม้า แรงบิด 71 นิวตันเมตร แบกน้ำหนักราว 200 กก. และเสียงการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าของ HD มันย่อมทำให้หลายคนอยากลองขี่แน่นอน

5. Honda CB650R
สมาชิกตระกูล Neo Sports Cafe' รุ่นล่าสุดจากฮอนด้า หลังจากที่คลอด CB150R, CB300R และ CB1000R มาก่อนหน้านี้ โดยถอดแบบ DNA มาจากรุ่นใหญ่ CBR1000RR อย่างไรก็ตามคงไม่ฮือฮาเท่ากับการมาแทนที่ CB650R รุ่นเดิม เพราะฉีกหนีรูปลักษณ์ความเป็น Naked Bike แบบเชยๆ ไปจนหมดสิ้น อย่างไรก็ตามเครื่องยนต์ยังเป็นบล็อคเดิมที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ทำงานร่วมกับโช๊คอัพ Showa หัวกลับขนาดใหญ่ (Upside down) ช่วยให้การควบคุมรถดีขึ้น ด้านระบบเบรกก็เป็นแบบเรเดียลเม้าท์จาก Nissin พร้อมระบบ Emergency Stop Tail Light แสดงไฟฉุกเฉินเมื่อรถเบรกกะทันหันแบบที่ใช้ในรถระดับซูเปอร์สปอร์ต และยังมี Assist & Slipper Clutch ช่วยลดอาการกระชากของล้อหลังในช่วงเปลี่ยนเกียร์สูงลงมาเกียร์ต่ำระบบ HSTC (Honda Selectable Torque Control) เทคโนโลยีจากสนามแข่ง เรียกว่าครบถ้วนมากๆ ที่สำคัญ ราคาเพียง 305,000 บาท ลองแล้วอาจอยากได้เลย

6. Triumph Speed Twin
สปีดทวิน 2019 น่าจะเป็นรักพี่เสียดายน้องระหว่าง สตรีท ทริปเปิ้ล 750 กับตระกูลบอนเนวิลล์ ชื่อ SpeedTwin เป็นรุ่นตำนานตัวแรงของไทรอัมพ์ในยุค 1930 ที่ใช้ขุมพลัง 500 ซีซี ตอนนั้นและทำสถิติความเร็วในการซิ่ง การนำชื่อนี้กลับมาพร้อมกับสานต่อตำนาน ทำให้สปีดทวินฉีกตัวออกมาอย่างโดดเด่นเหลือรุ่นอื่นๆ ในปัจจุบัน ด้วยขุมพลังเครื่องยนต์จากรุ่นทรักซ์ตัน ที่ให้พลัง 96 แรงม้า แรงบิด 112 นิวตันเมตร ระบบเบรกเบรมโบสเปคตัวท็อปด้านหน้า หลัง Nissin วงล้อเป็นอัลลอยต่างจากซี่ลวด สะท้อนให้เห็นว่า สปีดทวิน ใหม่ เน้นไปที่เพอฟอร์มานซ์มากกว่าความคลาสสิก ดูจากยางติดรถที่ให้เป็น พีเรลลี่ รอสโซ่ 3 ยิ่งมั่นใจว่ารุ่นนี้แรงแบบคลาสสิกเต็มๆ และอีกไม่นานก็จะมีการทดสอบขี่กันที่ประเทศสเปน ซึ่งไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ (ไทยแลนด์) ได้นำสื่อมวลชนไทยบางส่วนไปทดสอบที่นั่น เราคงได้เห็นฟีดแบคของรถรุ่นนี้เร็วๆ นี้

7. Yamaha YZF-R3
ยามาฮ่า R3 สปอร์ตคลาส 300 ซีซี ใหม่ ได้เปิดตัวมาพร้อมรูปลักษณ์ที่โดดเด่น โดยเป็นการนำเอา DNA ของรุ่นพี่ตระกูล R อย่าง R6 มาใช้ ส่วนขุมพลังยังใช้เครื่องยนต์ 2 สูบเรียง ขนาด 321 ซีซี แบบ 4 จังหวะ 8 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด ด้านหน้าปัดออกแบบใหม่เป็น LCD แผงคอก็ใหม่เช่นกันดูดุดันกว่าเดิม พร้อมแฮนด์จับอะลูมิเนียมสไตล์เฉพาะตระกูล R - Series เพื่อความสมดุลในการขับขี่ทั้งบนถนนและในสนามแข่ง โช๊คอัพหน้าแบบอัพไซด์ดาวน์ ระบบกันสะเทือนหลังแบบ Monocross ทำงานร่วมกับโช๊คอัพหลัง KYB ที่สามารถปรับระดับได้ ด้วยราคาไม่เกิน 200,000 บาท R3 ใหม่จึงเป็นสปอร์ตรุ่นเล็กที่น่าหาโอกาสลองขี่แบบจริงจังให้ได้สักครั้ง



ขอบคุณที่มาจาก : checkraka.com




10
ใครที่มีบิ๊กไบค์แล้ว การบำรุงรักษาบิ๊กไบค์นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญในการยืดอายุการใช้งาน และทำให้การขับขี่บิ๊กไบค์ของคุณนั้นปลอดภัยขึ้น แต่เราจะมีวิธีในการดูแลรักษาอย่างไรเดี๋ยวมาดูกันเลยครับว่าต้องดูแลอะไรอย่างไรบ้าง

เทคนิคการบำรุงรักษา Bigbike

1.ดูแลรักษาเครื่องยนต์และส่วนต่างของบิ๊กไบค์ให้มีประสิทธิภาพและสะอาดอยู่เสมอ เช็คการทำงานของเครื่องยนต์ว่าปกติหรือไม่ทุกครั้งที่ใช้ พร้อมทั้งทำความสะอาดในส่วนต่างๆของ Bigbike ให้สะอาดไร้สิ่งสกปรก

2.ตรวจเช็คและเปลี่ยนไส้กรองอากาศ โดยการเข้ารับการตรวจเช็คจากศูนย์หรือผู้ให้บริการด้านบิ๊กไบค์ ทุกระยะทาง 5,000 กิโลเมตร พร้อมทั้งเปลี่ยนไส้กรองทุกระยะทาง 10,000 กิโลเมตร

3.ทำความสะอาดหัวเทียน และตรวจเช็คความสมบูรณ์ของเขี้ยวหัวเทียนให้เรียบร้อย โดยต้องทำการตรวจเช็คหัวเทียนทุกๆระยะทาง 5,000 กิโลเมตร และควรได้รับการเปลี่ยนหัวเทียนใหม่ ในระยะทาง 10,000 กิโลเมตร

4.ตรวจเช็คระดับของน้ำมันเครื่องอย่างสม่ำเสมอ โดย ทำการตรวจเช็คระดับของน้ำมันเครื่องเมื่อวิ่งได้ในทุกๆระยะทาง 100 กิโลเมตร และทำการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องที่เหมาะสมกับบิ๊กไบค์ทุกๆ 2,500 กิโลเมตร

5.ทำการเปลี่ยนไส้กรองของน้ำมันเครื่อง เพื่อประสิทธิภาพในการทำงานของ Bigbike ที่ดีขึ้น โดยต้องทำการเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่อง เมื่อวิ่งมาได้แล้วในระยะทางประมาณ ทุกๆ 2,500 กิโลเมตรเป็นต้นไป

6.ตรวจเช็คท่อทางเดินน้ำมันเชื้อเพลิงว่า มีรอยฉีกขาดหรือมีความกรอบแตกหรือไม่ โดยควรทำการตรวจเช็คท่อทางเดินน้ำมันเชื้อเพลิงทุกๆระยะทาง 5,000 กิโลเมตร และควรทำการเปลี่ยนท่อทางเดินน้ำมันเครื่องทุกๆ 20,000 กิโลเมตร

7.ตรวจเช็คระบบส่งน้ำมันเชื้อเพลิง ว่ามีรอยฉีกขาดของแว็คคั่มหรือไม่ และมีอาการกรอบแตกหรือไม่ โดยทำการตรวจเช็คระบบส่งน้ำมันเชื้อเพลิงๆ ทุกเวลาที่มีระยะการวิ่งถึง 5,000 กิโลเมตร และทำการเปลี่ยนระบบส่งเชื้อเพลิงทุกครั้งเมื่อมีการวิ่งถึงระยะทาง 20,000 กิโลเมตร

8.เช็คคาร์บูเรเตอร์ของบิ๊กไบค์ ให้มีความปกติ โดยทำความสะอาดคาร์บูเรเตอร์ ทุกๆระยะทาง 15,000 กิโลเมตร พร้อมทั้งตรวจเช็คยางปากคาร์บูเรเตอร์ว่ามีสภาพที่สมบูรณ์หรือไม่ มีอาการกรอบแตกหรือมีรอยฉีกขาดของยางปากคาร์บูเรเตอร์หรือไม่ โดยควรทำการตรวจเช็คยางปากคาร์บูเรเตอร์บิ๊กไบค์ทุกๆ ระยะทาง 10,000 กิโลเมตร และทำการเปลี่ยนยางปากคาร์บูเรเตอร์บิ๊กไบค์ทุกๆระยะ ซึ่งอาจจะเกิดความเสียหายช้าหรือเร็วแล้วแต่การใช้งานและอายุการใช้งาน

9.เช็คระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ โดยสามารถเข้ารับการตรวจเช็คระดับน้ำของบิ๊กไบค์ว่าปกติดีหรือไม่ เมื่อวิ่งครบทุกๆระยะทาง 100 กิโลเมตร และทำการเปลี่ยนระบบระบายความร้อนด้วยน้ำทุกๆระยะทาง 20,000 กิโลเมตร พร้อมทั้งทำการตรวจเช็คท่อทางเดิน และฝาหม้อน้ำให้ดีอยู่เสมอ พร้อมทั้งตรวจเช็คว่ามีตะกอนในหม้อพักหรือไม่ ซึ่งสามารถทำการตรวจเช็ค ท่อทางเดินบิ๊กไบค์ ฝาหม้อน้ำบิ๊กไบค์ และตะกอนในหม้อพักบิ๊กไบค์ได้ในทุกๆระยะทาง 5,000 กิโลเมตร

10.ตรวจเช็คระบบระบบความร้อยด้วยน้ำมันของ Bigbike พร้อมทั้งทำการตรวจท่อทางเดินน้ำมันของบิ๊กไบค์ โดยสามารถเข้ารับการเช็คระบบระบายความร้อนด้วยน้ำมันและท่อทางเดินน้ำมันของบิ๊กไบค์ได้ทุกๆระยะทาง 2,500 กิโลเมตร

11.ทำการตรวจเช็คระยะห่างของวาล์ว สำหรับบิ๊กไบค์ที่มีเครื่องยนต์ขนาด 250 ซีซี ถึง 399ซีซี โดยสามารถทำการตรวจเช็คได้ในทุกๆระยะทาง 10,000-15,000 กิโลเมตร , สำหรับบิ๊กไบค์ที่มีเครื่องยนต์ขนาด 400 ซีซี ถึง 749 ซีซี สามารถทำการตรวจเช็คได้ในทุกๆระยะทาง 15,000-17,000 กิโลเมตร , บิ๊กไบค์ที่มีเครื่องยนต์ขนาด 750 ซีซี ถึง 999 ซีซี สามารถทำการตรวจเช็คได้ในทุกๆระยะทาง 17,000-26,000 กิโลเมตร , สำหรับบิ๊กไบค์ที่มีเครื่องยนต์ขนาด 1,000 ซีซี ขึ้นไป สามารถทำการตรวจเช็คได้ในทุกๆระยะทาง 28,000 กิโลเมตร

12.ทำการตรวจเช็คระบบตัดต่อส่งกำลังของบิ๊กไบค์ ระบบคลัทช์ โดยทำการตรวจเช็คฟรีคลัทช์ ทุกๆระยะการขับขี่ที่ 5,000 กิโลเมตร พร้อมทั้ง ทำการตรวจเช็คแผ่นคลัทช์ได้ในทุกๆระยะทางง 20,000 กิโลเมตร

13.ตรวจเช็คระบบส่งกำลังของบิ๊กไบค์ เช็คการทำงานของบิ๊กไบค์ที่มีการใช้เพลา และดูแลความพร้อมของน้ำมันเฟืองท้าย เกรดดับเบิ้ลยู 90 ของบิ๊กไบค์ โดยสามารถเข้ารับการตรวจเช็คได้ในทุกๆระยะทาง 5,000 กิโลเมตร และเข้ารับการเปลี่ยน ระบบส่งกำลัง เปลี่ยนเพลา เปลี่ยนน้ำมันเฟืองท้าย ได้ในทุกๆระยะ 10,000 กิโลเมตร

14.เช็คความพร้อมของโซ่บิ๊กไบค์ และตรวจเช็คความตึงหย่อนของโซ่ พร้อมทั้ง ดูแลทำความสะอาดเป็นประจำ หรือเข้ารับการดูแลทำความสะอาดโซ่บิ๊กไบค์ทุกๆระยะทาง 500 กืโลเมตร และทำการเช็คระบบหล่อลื่นของโซ่บิ๊กไบค์ด้วยน้ำมันเฉพาะทุกๆ ระยะทาง 300 กิโลเมตร นอกจากนี้ ต้องทำการเช็คสเตอร์ของบิ๊กไบค์ให้ดี ทั้งสเตอร์หน้าและหลัง ในทุกๆระยะทาการขับขี่ 1,500 กิโลเมตร

และนี่ก็คือเทคนิคเบื้องต้นในการดูแลรักษา Bigbike ของคุณให้มีประสิทธิภาพในการใช้งานที่ดีในทุกครั้งที่ขับขี่ แถมยังช่วยยืดอายุการใช้งาน ให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น หากคุณใช้เทคนิคการบำรุงรักษาบิ๊กไบค์ ให้ใช้งานได้อย่างยาวนานด้วยวิธีดังกล่าว รับรองว่าคุณจะสามารถใช้งาน Bigbike คันโปรดของคุณไปอีกเนิ่นนาน



ขอบคุณที่มาจาก : th-bigbike.com

11
สวัสดีค่ะ!! หากพูดถึงเรื่องความปลอดภัยแน่นอนว่าในชีวิตคนเราต้องมาเป็นอันดับแรก ทั้งตัวเองและคนที่เรารัก เพื่อป้องกันการสูญเสีย โดยเฉพาะความปลอดภัยบนท้องถนน ซึ่งเราจะเห็นได้อย่างชัดเลยเมื่อถึงเทศกาลวันหยุดต่างๆปัญหาอุบัติเหตุเกิดขึ้นเยอะมาก เพราะช่วงดังนั้นถือเป็นการเทศกาลท่องเที่ยวเดินทาง แต่จะดีกว่าไหมถ้าขับขี่กันอย่างมีสติ และ ปลอดภัย ทั้งตัวคน เพื่อร่วมทาง และผู้โดยสารที่มาด้วย เพราะฉะนั้นแล้วการเลือกทำประกันประกันรถยนต์ถือเป็นตัวเลือกที่ดี

บิ๊กไบค์ร้อนเกินไป ทำไงดี ?
การทำประกันรถยนต์ ถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่จะมาคอยคุ้มครองพร้อมสร้างความอุ่นใจให้กับเรา หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น เราจะได้รับความคุ้มครองจากบริษัทประกันอย่างเช่น ค่ารักษา ค่ายา ค่าโรงพบาบาล หรือ ค่าชดเชยต่างๆ สิ่งเหล่านี้ก็ขึ้นอยู่กับแบบกรมธรรม์ที่ได้เลือกซื้อไว้ ปัญหา! เครื่องยนต์บิ๊กไบค์ร้อนแก้ไขอย่างไร ? หลายคนอาจจะคิดว่าปัญหารถบิ๊กไบค์ร้อนแก้ไขได้ง่ายๆ ก็เพียงแค่ดับรถเท่านั้น นั้นก็จริงแต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะปัญหาเครื่องร้อนของรถสามารถบ่งบอกอะไรมากมาย แถมยังมีวิธีการแก้ไขมากมายอีกด้วย

*การดับเครื่อง*
แน่นอนว่าการดับเครื่องเป็นขั้นตอนแรกที่ผู้ขับรถบิ๊กไบค์ทำ เพราะสาเหตุที่รถบิ๊กไบค์ร้อนเกินไปอาจเกิดจากที่เรามีการขับขี่บนเส้นทางที่ไกลเป็นระยะเวลานาน ดังนั้นควรจอดพักดับเครื่อง ให้เย็นก่อนที่จะมีการขับต่อ

*ใช้รอบเครื่องยนต์ต่ำ*
หากคุณมีการเดินทางบ่อยๆ หรือ ในระยะทางที่ไกล หากในช่วงที่มีรถติด ให้คุณเปลี่ยนมาเป็นรอบเครื่องให้ต่ำเท่าที่จะทำได้  เพื่อป้องกันเครื่องร้อน พร้อมทั้งให้ใช้ความเร็วเครื่องยนต์กับตำแหน่งเกียร์ที่เหมาะสม

*หาสถานที่โล่ง ๆ*
หากรถยนต์มีเครื่องยนต์ที่ร้อน ควรที่จะหยุดจอดรถโดยหาพื้นที่โล่งๆและมีอากาศพัดผ่านสะดวก แต่อย่าลืมหาจุดจอดรถที่ปลอดภัยและถูกกฎจราจร

เพราะการขับขี่รถถือเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะฉะนั้นแล้วอย่ารอช้าควรเลือกทำประกันภัยรถยนต์เพื่อความได้รับความคุ้มครอง พร้อมทั้งลดความเสี่ยงต่างๆ แต่อย่าลืมที่จะเช็คสภาพรถก่อนออกเดินทางเพื่อความปอดภัยของตัวคุณเองและเพื่อนร่วมทาง ปัญหา! เครื่องยนต์บิ๊กไบค์ร้อนแก้ไขอย่างไร ? อย่าลืมหากเกิดปัญหาดังกล่าวห้ามขับต่อ



ขอบคุณที่มาจาก ๅ: promotions.co.th


12
สารพันปัญหารถ / 10 จุดควรเช็ค ก่อนออกทริป
« เมื่อ: ตุลาคม 14, 2019, 12:42:15 PM »
10 จุดควรเช็ค ก่อนออกทริป สิ่งสำคัญที่ต้องเตรียมก่อนการออกเดินทางที่นอกจากเตรียมความพร้อมของผู้ขับขี่แล้วที่สำคัญไม่แพ้กันคือการตรวจเช็คสภาพของรถจักรยานยนต์ของเรานั่นเอง เพื่อป้องกันการเกิดเหตุฉุกเฉินระหว่างทางอันเนื่องมาจากการขาดความพร้อมของรถ และ รถไม่พร้อมสำหรับการใช้งาน เพื่อป้องกันเหตุเหล่านี้เรามาดูขันตอนการตรวจเช็ครถกันเลยดีกว่าว่าควรเช็คเกี่ยวกับอะไรบ้าง


1.เช็คสัญญาณไฟหน้า ไฟท้าย ไฟเลี้ยว และ แตรให้ใช้งานได้ปกติ
สัญญาณไฟถือว่ามีความจำเป็นมากสำหรับการออกทริป ไม่ใช่แค่ใช้เป็นไฟส่องสว่างได้ในตอนกลางคืนอย่างเดียว แต่ สัญญาณไฟต่าง ๆ ยังสามารถใช้เเป็นสัญลักษณ์บอกเหตุต่าง ๆ ได้อีกด้วย เพราะฉะนั้น ก่อนออกทริปหรือออกเดินทางทุกครั้ง ควรตรวจเช็คสัญญาณไฟว่ามีไฟตรงส่วนไหนติดหรือไม่ติดบ้าง เพราะมันจำเป็นมาก ๆ เลยทีเดียว ไม่ใช่แค่ไฟ ยังมีแตรที่ยังจำเป็นอีกด้วย เพราะช่วยเตือนอะไรหลาย ๆ อย่างได้ดีแน่นอน

2.ลองระบบแบรกรถทั้งหน้า และ หลังเช็คระดับน้ำมันเบรกให้อยู่ในระดับที่กำหนด
นี้ก็เป็นอีกส่วนที่จำเป็นสุด ๆ ในส่วนที่ต้องตรวจเช็คให้ดีก่อนออกเดินทาง เพราะเบรกนี้มีประโยชน์มาก ๆ ในการหยุดรถ เพราะฉะนั้นก่อนออกทริป ออกเดินทางทุกครั้ง อย่าลืมตรวจเช็คให้ดีก่อนนะครับทุก ๆ ท่าน เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านและคนรอบข้าง

3.เช็คระยะฟรีครัชท์ดูว่าเมื่อบีบ และ เข้าเกยร์ได้นุ่มนวนหรือไม่
เป็นอีกส่วนที่ถือว่าสำคัญเหมือนกันสำหรับรถที่ต้องใช้ครัชท์

4.เช็คโซ่ ไม่ตึงหือย่อนจนเกินไป 25-30 มม.
โซ่นี้ก็เป็นอีกส่วนที่ควรจะตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรผิดปกติ เพราะโซ่นี้ก็สามารถทำให้เราเกิดอันตรายถึงชีวิตได้เลย เพราะฉะนั้น ส่วนนี้จึงจำเป็นสุด ๆ ที่ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีอะไรผิดปกติหรือป่าว และ ควรเช็คอยู่สม่ำเสมอ

5.เช็คสภาพยาง ลมยางให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด
ยางนี้ก็สำคัญไม่แพ้ส่วนอื่น ๆ เพราะถ้าเกิดยางมีปัญหาขึ้นมา อาจเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ และ อาจอันตรายถึงชีวิตเลยทีเดียว เพราะฉะนั้น ส่วนนี้ควรเช็คอยู่เสมอ ๆ เลยละครับ

6.เช็คระดับน้ำมันเครื่องให้อยู่ในระดับปกติ
ส่วนสำคัญเลย ถ้าขาดส่วนนี้ไปอาจทำให้เครื่องยนต์ของรถบิ๊กไบค์คู่ใจของเรานั้น พัง และ เสียหายได้เลยทีเดียว เพราะฉะนั้น การเช็คน้ำมันเครื่อง เป็นสิ่งที่ควรทำอันดับต้นๆ เลยทีเดียว

7.เช็คระดับของน้ำมันหล่อเย็นที่ถังพักให้ได้ระดับที่กำหนด
น้ำมันหล่อเย็นก็ควรจะตรวจเช็คเหมือนกัน อาจจะไม่ได้ตรวจเป็นประจำ แต่ก็ควรตรวจสอบให้ดีอยู่เสมอ

8.เช็คน็อตขันน็อตให้แน่นทุกตัว
ในส่วนนี้ เป็นสิ่งที่จำเป็นอีกส่วนเช่นกัน เพราะถ้าส่วนใดส่วนหนึ่งน็อตหลุดออกไป อาจเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้เช่นกัน

9.เติมน้ำมันเต็มถัง
ยนี้ก็เป็นส่วนที่สำคัญ เพราะถ้าไม่มีน้ำมัน รถคงวิ่งออกทริปไปไหนไม่ได้ เพราะฉะนั้น ป้องกันการที่น้ำมันหมดกลางทาง เราก็ควรเติมไปให้เต็มถังสะเลย

10.สำคัญสุดคือเช็คตัวผู้ขับขี่เองให้พร้อม
สิ่งที่สำคัญสิ่งสุดท้าย และ เป็นสิ่งที่ต้องตรวจให้ดี เพราะส่วนนี้คือสภาพร่างกายของตัวเราเอง ว่าเรามีสภาพจิตใจเป็นยังไง เพราะถ้าร่างกายไม่พร้อมแน่นอนอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันก็อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ



ขอบคุณที่มาจาก : bigbikeinfo.com







13
สำหรับรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์นอกจากสมรรถนะของเครื่องยนต์ที่ดีแล้ว การเบรคหรือ วิธีเบรคบิ๊กไบค์ ในเวลาฉุกเฉินหรือกะทันหันที่ถูกต้องก็เป็นเรื่องสำคัญอย่างมากสำหรับรถที่จักรยานยต์บิ๊กไบค์ขณะใช้ความเร็วสูงอยู่ ซึ่งหาใช้เบครที่ไม่ถูกวิธีอาจทำให้ผู้ขับขี่บิ๊กไบค์เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุขณะเบรคได้ ซึ่งมักจะเกิดกับผู้ที่ขาดทักษะในการใช้เบรคในเวลาฉุกเฉิน วันที่ทางเว็บไซต์ bigbikeinfo.com จะพาทุกท่านที่ยังไม่ทราบทักษะการเบรคในเวลาฉุกเฉินได้ทราบถึงวิธีและเคล็ดลับสำหรับการใช้เบรคในบทความนี้กัน

วิธีเบรคบิ๊กไบค์ เทคนิคการหยุดรถกะทันหันในเวลาฉุกเฉิน

ในปัจจุบันมีผู้ขับขี่บิ๊กไบค์เป็นจำนวนมาก แต่มีบางคนอาจจะยังขาดทักษะสำหรับการเบรคที่ถูกวิธี และการเบรคในเวลาที่ใช้ความเร็วหรือการเบรคกะทันหัน ส่งผลให้ในปัจจุบันมีข่าวเกี่ยวกับผู้ขับขี่บิ๊กไบค์ที่ประสบอุบัติเหตุจากการตัดหน้าหรือชนท้ายรถคันข้างหน้าเป็นประจำ วันที่เราจะมาแนะนำและสอนวิธีการเบรครถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ของคุณให้เบรคสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิ์ภาพ

1.คืนคันเร่งให้หมดเวลาเบรค เวลาเบรคกะทันหันสิ่งแรกที่ควรทำคือการคืนคันเร่งให้หมดเพื่อทำให้ Engine Brake ทำงาน โดย Engine Brake ก็คือแรงฉุดของเครื่องยนต์ที่เกิดจากการปิดคันเร่ง ซึ่งสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนเวลาที่เราขับรถด้วยเกียร์ 1 หากทำการเปิดคันเร่งรถของเราจะเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ และหากเราปิดคันเร่งจนหมดรถจะอืดและผู้ขับขี่จะรู้สึกถึงความหน่วงของรถพร้อมกับเสียงเครื่องยนต์

2.เวลาเบรคกะทันหันห้ามกำคลัทช์ สำหรับคนส่วนใหญ่เวลาเบรคมักจะกำคลัทช์กันเสมอ เพราะเป็นความเคยชินเมื่อขับรถช้าๆ หรือกำลังติดไฟแดงจะชอบกำคลัทช์ก่อนเบรคทุกครั้งเพราะกลัวรถดับ แต่ในเวลาที่ท่านกำลังขับมาด้วยความเร็วหากท่านกำคลัทช์พร้อมกับการกำเบรคมันจะส่งผลให้ประสิทธิภาพการเบรครถลง ส่งผลให้รถของผู้ขับขี่ที่ขับมาด้วยความเร็วลื่นไถลล้อหลังล็อคและอาจหยุดรถไม่ทันหรือเกิดอุบัติเหตุได้ ดังนั้น ในเวลาเบรคห้ามกำคลัทช์โดยเด็ดขาด

3.ใช้เบรคหลังเพื่อลดความเร็วก่อนการใช้เบรคหน้า การเบรคที่ถูกวิธีอันดับต่อมาหลังจากการปิดคันเร่งจนหมด ไม่กำคลัทช์เพื่อทำให้ Engine Brake ทำงานเต็มที่และต่อมาควรใช้เบรคหลังก่อนเบรคหน้าเพื่อทำการหยุดรถ และหลังจากนั้นจึงค่อยใช้เบรคหน้าเพื่อการหยุดรถที่สมบรูณ์แบบในเวลาที่พบเจอกับเหตุการฉุกเฉินหรือกะทันหัน ซึ่งการหยุดรถแบบนี้จะทำให้ผู้ขับขี่สามารถหยุดรถได้


ขอบคุณที่มาจาก : bigbikeinfo.com


14
อุปกรณ์การทำงานของชิ้นส่วนในรถมอเตอร์ไซค์มีวันหมดอายุหรือเสื่อมสภาพ โดยแต่ละอย่างมักจะเสียหรือเริ่มมีอาการเตือนผู้ขับให้รู้เป็นระยะ แต่บางครั้งก็อาจจะไม่ทำงานเอาซะดื้อๆ เลยก็มี เพราะฉะนั้นเราจึงต้องมีความรู้เบื้องต้น และรู้อาการเตือนเหล่านั้นเอาไว้บ้างก็ดีนะครับ เพื่อความปลอดภัย และสามารถวางแผนเรื่องค่าใช้จ่ายให้เพียงพออีกด้วย

1.   สตาร์ตติดยาก
เมื่อสตาร์ตเครื่อง จะมีอาการเหมือนสตาร์ตติด แต่ก็สำลักดับไป หรือติดอยู่สักพักก็ดับ หรือไม่ติดเลย บางครั้งกดปุ่มสตาร์ตก็ไม่มีเสียงการหมุนของเครื่องยนต์ (กรณีสตาร์ตไฟฟ้า) ซึ่งสาเหตุอาจเกิดได้จาก
ระบบเชื้อเพลิง : เชื้อเพลิงอาจเหลือแค่ระดับก้นถัง ไม่พอที่จะไหลลงระบบฉีดน้ำมัน, รั่วซึมทำให้แรงดันตก (กรณีเป็นระบบหัวฉีด), น้ำมันท่วมหรือหนาเกินไป (กรณีเป็นคาร์บูเรเตอร์), ไส้กรองเชื้อเพลิงอุดตัน/สกปรก, น้ำมันผิดประเภท/ไม่สะอาด, ระบบหัวฉีดหรือนมหนูคาร์บูเรเตอร์จ่ายน้ำมันอุดตัน, เครื่องมีอุณหภูมิต่ำเกินไป เป็นต้น
ระบบไฟ : อาจเกิดจากหัวเทียนสกปรก, สายหัวเทียนชำรุด, ระบบจานจ่ายชำรุด, มอเตอร์สตาร์ตกำลังไม่พอ (ระบบสตาร์ตไฟฟ้า) เป็นต้น
วิธีแก้ไขเฉพาะหน้า : สตาร์ตด้วยเท้าให้เว้นระยะแล้วค่อยลองอีกครั้ง อาจต้องทำบ่อยให้เครื่องวอร์มจากอุณหภูมิที่ต่ำเกินไป (ระบบสตาร์ตไฟฟ้าไม่ควรกดสตาร์ตแช่นานเกินไปเพราะแบตเตอรี่อาจหมด) ตวรจระดับน้ำมันในถัง, อาจใช้วิธีเขย่ารถช่วยในกรณีที่มีอุปกรณ์บางอย่างเกี่ยวกับน้ำมันเชิ้อเพลิงอุดตัน เป็นต้น และรีบนำรถเข้าศูนย์บริการหรือร้านซ่อมทันที

2.   กลิ่นและควัน
ให้ลองสังเกตกลิ่นแปลกๆ ที่ลอยมาในส่วนต่างๆ ของรถว่าผิดปกติหรือไม่ เช่น กลิ่นไหม้, กลิ่นน้ำมันเบนซิน เป็นต้น ซึ่งอาจมีระบบไฟฟ้าลัดวงจรในบางจุด หรือเกิดการรั่วซึมของระบบท่อทางเดินของน้ำมันเชื้อเพลิง
ส่วนควันมักจะมาพร้อมกับกลิ่น เช่น เมื่อมีจุดที่ไฟฟ้าลัดวงจรมักจะมีควันลอยตามมาด้วย หากเป็นเช่นนี้ยิ่งง่ายต่อการตรวจเช็คด้วยตาเปล่า จากจุดที่ควันนั้นลอยออกมาครับ
วิธีแก้ไขเฉพาะหน้า : จอดในที่ปลอดภัยและดับเครื่องยนต์ทันที รีบนำรถเข้าศูนย์บริการหรือร้านซ่อม และในระหว่างรอให้หาจุดที่มีควันให้เจอเพื่อระงับเปลวไฟหรือชิ้นส่วนต่างๆ ที่อาจเกิดการลุกไหม้ได้ หากพอมีความรู้เรื่องช่างอยู่บ้าง ควรถอดขั้วแบตเตอรี่ออกไว้ก่อนครับ

3.   แฮนด์หนัก ล้อแกว่ง
เมื่อขับอยู่จะรู้สึกว่าต้องออกแรงในการดึงแฮนด์ให้ตรงมากกว่าปกติ เช่น ต้องออกแรงดันแฮนด์ไปทางขวาจนรู้สึกเมื่อยล้า อาจเป็นเพราะศูนย์ของตัวรถ (ล้อหน้า/หลังไม่ได้ศูนย์) หรือแฮนด์ล้อหน้าเอียงซ้ายมากเกินไป ส่งผลให้เกิดอาการเมื่อยล้า นอกจากนี้ อาจจะทำให้เกิดอันตรายได้ เมื่อขับผ่านอุปสรรคต่างๆ อย่างรวดเร็วจนทำให้บังคับแฮนด์ไม่สะดวก สาเหตุอาจเกิดจากขับผ่านถนนที่สภาพเป็นหลุมบ่อด้วยความเร็วสูงบ่อยๆ, รถล้ม, แฮนด์คด หรือบรรทุกหนักเกินไป เป็นต้น
ส่วนอาการ "แกว่ง" นั้น เมื่อใช้ความสูงๆ รถจะสะเทือนสั่นเป็นเจ้าเข้า สาเหตุอาจเกิดจากวงล้อที่ "คด" หรือบิดเบี้ยวไม่กลมทำให้เมื่อหมุนแล้วไม่สมดุล จึงเกิดการสั่นสะเทือนขึ้น 
วิธีแก้ไขเฉพาะหน้า : ใช้ความเร็วต่ำและรีบนำรถเข้าศูนย์บริการหรือร้านซ่อมเพื่อตรวจเช็คอาการอย่างละเอียดพร้อมแก้ไขซ่อมแซมให้มีสภาพสมบูรณ์ที่สุด

4.   กระเด้งกระดอน
อาการกระเด้งกระดอนนี้ เกิดจากระบบกันสะเทือนที่ชำรุดหรือเสื่อมคุณภาพ อาการที่เกิดขึ้นคือ รถจะกระเทือนเมื่อตัวรถมีช่วงยุบมากเกินไปจน "โช้กยัน" หรือตัวรถกระเด้งขึ้น-ลงมากผิดปกติ สาเหตุอาจเกิดจากหลายกรณี เช่น โช้กแตก/รั่ว, แกนโช้ก "คด/งอ"  เป็นต้น ซึ่งจะมีผลให้การควบคุมรถทำได้แย่ลง โดยเฉพาะเมื่อขับผ่านเนินหรือคอสะพาน รถอาจจะยุบตัวจนใต้ท้องกระแทกพื้นได้ และยังส่งผลเมื่อต้องการขับผ่านทางโค้งอีกด้วย ให้สังเกตรอย, คราบของเหลว (น้ำมันโช้ก) ที่ส่วนแกนโช้ก หรือรอยหยดที่ตัวกระบอกโช้กว่ามีหรือไม่
วิธีแก้ไขเฉพาะหน้า : ขับด้วยความระมัดระวัง ใช้ความเร็วต่ำ และรีบนำรถเข้าตรวจเช็คระบบช่วงล่าง เช่น เปลี่ยนโช้ก, สปริง, อัดน้ำมันแก้ไขจุดที่รั่วใหม่

5.   เร่งสะดุด
อาการนี้ดูเหมือนจะเบากว่าการสตาร์ตไม่ติด แต่ที่จริงแล้วนั้น อาจมีความผิดปกติของระบบเครื่องยนต์อยู่ แม้ว่าเครื่องยนต์จะสามารถทำงานได้ แต่พอผ่านไปสักระยะหนึ่งเครื่องยนต์ก็ดับ และที่รายแรงกว่านั้นอาจถึงขั้นเครื่องน็อกไปเลยก็ได้ ให้ลองสังเกตก่อนว่า อาการการเร่งไม่ออกหรือไม่ขึ้นนั้นมาพร้อมเสียงแปลกๆ หรือไม่ เช่น มีเสียงดังคล้ายลมรั่วหรือดังแกร็กๆ ซึ่งเสียงแต่ละแบบจะแสดงถึงความผิดปกติแตกต่างกันไป หรือมีเสียงของไฟสปาร์ค (ลัดวงจร) หรือไม่ และสุดท้ายให้ดูถึงระบบเบรกว่าติดขัดหรือไม่ (อาจมาจากลูกสูบเบรก/ดรัมเบรกที่หมดสภาพ) ส่งผลให้มีความหนืดจนเครื่องยนต์ทำงานหนักเกินไปและเร่งไม่ขึ้นนั่นเอง และนำข้อ 1,2 มาใช้ควบคู่กัน รวมทั้งทดลองเข็นรถเปล่าไปข้างหน้าดูว่ามีความฝืดหรือไม่
 
วิธีแก้ไขเฉพาะหน้า : ให้ใช้ความเร็วต่ำที่สุดและหาที่จอดเมื่อปลอดภัย, รีบนำรถเข้าศูนย์บริการหรือร้านซ่อมเพื่อตรวจเช็คแก้ไขโดยละเอียดอีกครั้ง 
หากผู้ขับใส่ใจในสุขภาพของมอเตอร์ไซค์ เพียงเพิ่มความช่างสังเกตอีกสักนิด ก็จะช่วยให้คุณประหยัดทั้งเรื่องของเงิน และเวลา อีกทั้งยังเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ตัวเองมากยิ่งขึ้น เพราะสาเหตุของรถที่เสียหรืออุปกรณ์พังก่อนเวลาอันควรมักมาจากการที่ผู้ใช้รถลืมตรวจเช็คอย่างสม่ำเสมอนั่นเอง นอกจากนี้ ก็ยังมีอาการอื่นๆ อีกมากมายที่ผู้ใช้รถต้องหมั่นคอยสังเกตให้เป็นนิสัย เพื่อความปลอดภัย อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ทุกคนอย่าลืมกลับไปสังเกตรถมอเตอร์ไซค์ของตัวเองกันดูนะครับ ก่อนที่รถของเราจะพังไปเสียก่อน



ขอบคุณที่มาจาก : checkraka.com




15
หลังจากเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาเกิดเหตุสลดใจ เมื่อ นายภัทร์นฤณ พงษ์ธนานิกร ลูกชายของ นายประเสริฐ พงษ์ธนานิกร หรือ ดีเจระย้า เจ้าของค่ายเพลงรถไฟดนตรี อีกทั้งยังเป็นญาติของนักแสดงสาว ไอซ์-ปรีชญา พงษ์ธนานิกร ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ BMW S 1000 R สีเหลือง-ดำ แล้วเกิดเสียหลักชนราวสะพานบนสะพานลอยข้ามแยกคลองตันจนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ Sanook! Auto จึงขอหยิบเรื่องราวของบิ๊กไบค์รุ่นนี้มาเล่าสู่กันฟังอีกสักครั้ง

ใครที่เป็นสายซูเปอร์ไบค์คงทราบกันดีว่า ตระกูล RR แห่ง BMW นั้นถือได้ว่าเป็นหนึ่งในการปฏิวัติแห่งวงการซูเปอร์ไบค์สายสปอร์ต ทั้งยังได้รับการต่อยอดและพัฒนามาโดยตลอด ซึ่งรุ่น S 1000 RR นั้นโดดเด่นด้วยระบบ DTC หรือ Dynamic Traction Control ซึ่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับความไดนามิกในการขับขี่อันน่าหลงใหล

S 1000 RR มาพร้อมเครื่องยนต์ 4 สูบแถวเรียง ขนาด 999 ซีซี ระบายความร้อนด้วยของเหลว ให้กำลัง 199 แรงม้า หรือ 146 กิโลวัตต์ ที่ 13,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 113 นิวตันเมตร ที่ 10,500 รอบต่อนาที

ด้านท่อไอเสียเป็นแบบคู่ ช่วยเพิ่มแรงบิดให้ช่วงเครื่องยนต์รอบต่ำ รอบการชาร์จอันยอดเยี่ยม และมีการลดการไหลกลับของไอเสียเพื่อเพิ่มพละกำลัง ให้เสียงที่สาวกซูเปอร์ไบค์ได้ยินแล้วใจเต้น แถมยังอยู่ในมาตรฐานระดับเสียงรบกวนใหม่ และมาตรฐาน EU-4 ตามหลักสากล

ในขณะที่การออกแบบก็เท่ได้ใจ แผงควบคุมพร้อมเครื่องวัดความเร็วแบบอนาล็อกความละเอียดสูง ไม่ว่าคุณจะตั้งค่าแบบใดก็ให้การแสดงผลที่ชัดเจน ทราบข้อมูลการขับขี่อยู่ตลอดเวลา ด้านหน้ารถมีช่องแยกขนาดใหญ่สำหรับช่องทางอากาศเข้า กระจังข้างแบบฉบับเฉพาะตัว

ทั้งนี้ยังมีโหมดขับขี่ถึง 3 แบบ ไม่ว่าจะเป็น “Rain”, “Sport” และ “Race” กับสภาพพื้นถนนที่แตกต่างกันไป ร่วมด้วย Gear Shift Assistant Pro เทคโนโลยีการเปลี่ยนเกียร์ที่สายกีฬามอเตอร์สปอร์ตคุ้นเคยเป็นอย่างดี เปลี่ยนเกียร์ขึ้นหรือลงง่ายขึ้นโดยไม่ต้องกำคลัตช์ เรียกได้ว่าไม่ต้องละมือออกจากแฮนด์บาร์ ช่วยในเรื่องลดระยะเวลาการเปลี่ยนเกียร์นั่นเอง

BMW S 1000 RR มีทั้งหมด 4 สี ไม่ว่าจะเป็น สีเทา Granite Gray Metallic, สีดำ Black Storm Metallic, สีแดง Racing Red และ สีน้ำเงิน Lupin Blue Metallic ส่วนสายคัสตอมก็สามารถออกแบบรถในสไตล์คุณเองได้อีกด้วย โดยราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 840,000 บาท


ขอบคุณที่มาจาก : sanook.com

หน้า: [1] 2